แชร์

5 โรคผิวหนังที่สุนัขเป็นบ่อย สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

Logo-Invoice_1.png Chamai Petcare
อัพเดทล่าสุด: 29 ก.ค. 2026
26 ผู้เข้าชม
โรคผิวหนังที่สุนัขเป็นบ่อย

5 โรคผิวหนังที่สุนัขเป็นบ่อย สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

อาการนั่งเกาตัวทั้งวัน ถูตัวกับเฟอร์นิเจอร์ ขนร่วงเป็นหย่อมๆ หรือมีตุ่มแดงขึ้นตามลำตัว เป็นปัญหาชวนปวดหัวที่ทาสหมาหลายคนต้องเคยเจอ! ปัญหาเรื่องผิวหนังของน้องหมานั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่ความจริงแล้วผิวหนังของสุนัขมีความบอบบางกว่าผิวคนเราถึง 3 เท่า จึงเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่าย และมักสร้างความรำคาญ รบกวนการนอน รวมถึงบั่นทอนคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างมาก

สิ่งสำคัญที่เจ้าของต้องรู้คือ อาการคันและขนร่วงในสุนัขไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว การรักษาแบบเดาสุ่มหรือซื้อยาทาเองโดยไม่รู้ต้นตอ นอกจากจะไม่หายแล้ว ยังอาจทำให้โรคลุกลามและเรื้อรังหนักกว่าเดิม วันนี้ Chamai Petcare จะพาทุกคนมาเจาะลึก 5 โรคผิวหนังที่สุนัขเป็นบ่อย พร้อมวิเคราะห์สาเหตุ อาการ สัญญาณเตือน และวิธีรับมืออย่างถูกต้อง เพื่อคืนสุขภาพผิวที่ดีและขนสวยเงางามให้ลูกรักของคุณครับ

5 โรคผิวหนังที่สุนัขเป็นบ่อย มีอะไรบ้าง?

หากสังเกตให้ดี โรคผิวหนังในสุนัขจะมีลักษณะรอยโรคและพฤติกรรมตอบสนองที่แตกต่างกันออกไป โดย 5 โรคยอดฮิตที่พบได้บ่อยที่สุดในคลินิกสัตวแพทย์ ได้แก่

1. โรคผิวหนังจากเชื้อรา (Ringworm / Dermatophytosis)

สาเหตุ: เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Dermatophytes (ที่พบบ่อยที่สุดคือ Microsporum canis) โดยเชื้อราชนิดนี้จะสปอร์อยู่ตามสิ่งแวดล้อม ความอับชื้น หรือติดจากการสัมผัสสุนัขและแมวตัวอื่นที่เป็นโรค

อาการ:
  • ขนร่วงเป็นวงกลมขอบชัดเจน (Ringworm)
  • บริเวณวงที่ขนร่วง ผิวหนังจะแห้ง ตกสะเก็ดเป็นคราบสีขาวหรือเทา
  • ขอบวงมักมีสีแดงอักเสบ
  • ระดับอาการคันมักจะไม่รุนแรงมากเท่าโรคอื่น แต่จะขยายวงกว้างไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
วิธีดูแล:
  • แยกสุนัขป่วยออกจากสัตว์เลี้ยงตัวอื่นในบ้านทันที
  • ทำความสะอาดสิ่งของ กรง ที่นอน และสิ่งแวดล้อมด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อรา
  • เช็ดตัวและเป่าขนสุนัขให้แห้งสนิทเสมอหลังอาบน้ำหรือตากฝน

วิธีรักษา:

  • ใช้น้ำยาหรือแชมพูเวชภัณฑ์สูตรต้านเชื้อรา (มีส่วนผสมของ Miconazole หรือ Ketoconazole) อาบสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
  • ใช้ยากินต้านเชื้อรา (มีส่วนผสมของยา Itraconazole) ทานต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วัน หรือตามแพทย์สั่ง
  • ทายาฆ่าเชื้อราเฉพาะที่บริเวณรอยโรค
  • ในรายที่เป็นรุนแรงหรือกระจายทั่วตัว สัตวแพทย์จะจ่ายยากินต้านเชื้อราควบคู่ไปด้วย

2. โรคผิวหนังติดเชื้อยีสต์ (Yeast Dermatitis)

ยีสต์เป็นจุลินทรีย์ประจำถิ่นที่อาศัยอยู่บนผิวหนังสุนัขอยู่แล้ว แต่เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีความชื้นสูง ยีสต์จะแบ่งตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนก่อโรค

สาเหตุ: เกิดจากเชื้อยีสต์ Malassezia pachydermatis เติบโตผิดปกติ มักเกิดจากปัจจัยกระตุ้น เช่น อากาศร้อนชื้น ความอับชื้นตามรอยพับ สุนัขเล่นน้ำแล้วเป่าขนไม่แห้ง หรือเกิดขึ้นแทรกซ้อนในสุนัขที่เป็นโรคภูมิแพ้

อาการ:

  • ผิวหนังมันเยิ้ม มีคราบไขมัน หรือแห้งตกสะเก็ดเป็นแผ่น
  • ส่งกลิ่นอับ กลมกล่อม หรือกลิ่นหมักหมมเฉพาะตัวที่รุนแรงมาก
  • ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ และหนาตัวขึ้นคล้ายผิวช้าง (Hyperpigmentation)
  • มักเป็นตามจุดอับชื้น เช่น ช่องหู รอยพับใบหน้า ขาหนีบ ซอกอุ้งเท้า และใต้รักแร้
วิธีดูแล:
  • เช็ดทำความสะอาดรอยพับและซอกนิ้วเท้าเป็นประจำทุกวัน
  • หลีกเลี่ยงการปล่อยให้สุนัขอยู่ในที่อับชื้น
  • ทำความสะอาดช่องหูด้วยน้ำยาเช็ดหูสำหรับสุนัขเพื่อลดการสะสมของยีสต์

วิธีรักษา:

  • อาบน้ำด้วยแชมพูยาต้านเชื้อยีสต์ที่มีส่วนผสมของ Chlorhexidine ร่วมกับ Ketoconazole หมักทิ้งไว้ 5–10 นาทีก่อนล้างออก
  • ใช้ยาทาเฉพาะที่ตรงจุดที่มีการติดเชื้อ
  • ทานยารักษาเชื้อยีสต์ตามสัตวแพทย์สั่งในกรณีที่เป็นเรื้อรัง

3. โรคขี้เรื้อนสุนัข (Mange)

โรคขี้เรื้อนเป็นโรคผิวหนังที่สร้างความทรมานให้สุนัขมากที่สุดโรคหนึ่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลักที่มีสาเหตุและการรักษาต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สาเหตุ:

  • ขี้เรื้อนแห้ง (Sarcoptic Mange): เกิดจากไร Sarcoptes scabiei ชนิดนี้ขุดรูอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ติดต่อง่ายมาก ทั้งระหว่างสุนัขด้วยกันและติดสู่คนได้
  • ขี้เรื้อนเปียก (Demodectic Mange): เกิดจากไร Demodex canis ซึ่งเป็นไรประจำถิ่น มักก่อโรคเมื่อสุนัขมีภูมิคุ้มกันตก พันธุกรรมอ่อนแอ หรือเป็นสุนัขเด็ก ไม่ติดต่อสู่สัตว์อื่นหรือคน
อาการ:
  • ขี้เรื้อนแห้ง: คันอย่างรุนแรงจนสุนัขเกาและกัดตัวเองเป็นแผล มักพบสะเก็ดรังแคหนาตามขอบใบหู ข้อศอก และหน้าท้อง
  • ขี้เรื้อนเปียก: เริ่มจากขนร่วงเป็นวงรอบตา หน้า หรือขาหน้า ผิวหนังแดง อักเสบ หากติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจะมีตุ่มหนอง มีน้ำเหลืองไหล และมีกลิ่นคาว
วิธีดูแล:
  • กรณีขี้เรื้อนแห้ง ต้องแยกสุนัขป่วยและทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
  • ป้อนยาหรือหยดยาป้องกันเห็บ หมัด และไรภายนอกเป็นประจำทุกเดือน

วิธีรักษา:

  • ให้ยาป้องกันและรักษาไรกลุ่ม Fluralaner และ Afoxolaner (เช่น ยาป้อนกันเห็บหมัดและไร) ซึ่งให้ผลการรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง
  • ใช้น้ำยาอาบน้ำฆ่าไรและแชมพูยาบรรเทาอาการอักเสบของผิวหนัง
  • รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนด้วยยาปฏิชีวนะ

4. โรคผิวหนังอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย (Pyoderma / Hot Spot)

ภาวะผิวหนังอักเสบจากแบคทีเรียมักเกิดขึ้นเมื่อเกราะป้องกันผิวหนังถูกทำลาย ทำให้เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นเข้าสู่ชั้นผิวหนังและเพิ่มจำนวนขึ้น

สาเหตุ: เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus pseudintermedius รุกรานชั้นผิวหนัง มักเกิดหลังจากสุนัขเกาผิวจนเป็นแผล การถูกแมลงสัตว์กัดต่อย หรือเกิดภาวะ Hot Spot (ผิวหนังอักเสบเฉียบพลัน) จากความอับชื้นที่สุนัขเลียซ้ำๆ

อาการ:

  • ตุ่มแดง ตุ่มหนอง คล้ายสิวขึ้นตามลำตัว
  • มีรอยสะเก็ดลอกเป็นวงกลม (Epidermal Collarette)
  • กรณี Hot Spot จะเกิดแผลสดเปียกเยิ้ม แดงจัด มีน้ำเหลือง และขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • สุนัขจะมีอาการเจ็บปวดและคันบริเวณแผลอย่างมาก
วิธีดูแล:
  • ใส่คอลลาร์ (Elizabethan Collar) ทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้สุนัขเลียหรือกัดแผลซ้ำ
  • ตัดขนรอบๆ บริเวณแผลอักเสบออก เพื่อให้แผลแห้งและระบายอากาศได้ดี
วิธีรักษา:
  • ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น Chlorhexidine solution
  • ทานยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ตามขนาดที่สัตวแพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัดจนครบระยะเวลา
  • ใช้ยาทากลุ่มต้านแบคทีเรียและลดการอักเสบเฉพาะที่

5. โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis & Food Allergy)

สาเหตุ:
  • แพ้สภาพแวดล้อม (Atopy): สุนัขแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ หรือเชื้อรา
  • แพ้อาหาร (Food Allergy): สุนัขแพ้โปรตีนในอาหาร เช่น เนื้อไก่ เนื้อวัว นมวัว ไข่ หรือถั่วเหลือง
อาการ:
  • คันเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณหน้า อุ้งเท้า (สุนัขจะชอบเลียอุ้งเท้าจนขนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล) ขาหนีบ และช่องหู
  • หูอักเสบซ้ำซาก หูแดงและมีน้ำเหลืองหรือขี้หูเยอะ
  • ผิวหนังแดง อักเสบ และติดเชื้อยีสต์หรือแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ง่าย
วิธีดูแล:
  • เช็ดเท้าและทำความสะอาดร่างกายสุนัขทุกครั้งหลังกลับจากเดินนอกบ้าน
  • หากสงสัยว่าแพ้อาหาร ให้ทำ Food Trial โดยเปลี่ยนไปทานอาหารสูตร Hypoallergenic หรือ Novel Protein ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์
  • เสริมกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 เพื่อซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวหนัง (Skin Barrier)
วิธีรักษา:
  • ใช้ยาลดคันกลุ่มใหม่ที่ปลอดภัยต่อตับและไต (เช่น Oclacitinib หรือ Lokivetmab) ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์
  • อาบน้ำด้วยแชมพูสูตรอ่อนโยนหรือสูตรเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้น้องหมาเกิดอาการแพ้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคผิวหนังที่สุนัขเป็นบ่อย (FAQ)

Q1: สุนัขเป็นโรคผิวหนัง สามารถใช้น้ำมันมะพร้าวทาได้ไหม?

A: แม้น้ำมันมะพร้าวจะมีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นอ่อนๆ แต่การนำมาทาบนผิวหนังสุนัขที่เป็นแผลอักเสบหรือติดเชื้อ อาจยิ่งทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขน เพิ่มความอับชื้น และดึงดูดสิ่งสกปรก ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียและยีสต์เจริญเติบโตได้ดีขึ้น จึงไม่แนะนำให้ทาโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์

Q2: สุนัขเป็นโรคผิวหนัง อาบน้ำทุกวันดีหรือไม่?

A: ไม่ดีครับ การอาบน้ำบ่อยเกินไปจะไปล้างไขมันธรรมชาติบนผิวหนังออก ทำให้ผิวแห้ง เสียสมดุล pH และเกิดการระคายเคืองคันหนักกว่าเดิม ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการรักษาโรคผิวหนังคือ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ด้วยแชมพูยาตามสัตวแพทย์สั่งเท่านั้น

Q3: ป้องกันโรคผิวหนังสุนัขได้อย่างไรในระยะยาว?

A: สามารถป้องกันได้ด้วยการให้ยาป้องกันเห็บ หมัด ไร เป็นประจำทุกเดือน, เป่าขนสุนัขให้แห้งสนิททุกครั้งหลังอาบน้ำหรือสัมผัสความชื้น, เลือกใช้อาหารที่มีคุณภาพสูง และเสริมน้ำมันปลา (Fish Oil) เพื่อบำรุงผิวหนังให้แข็งแรงจากภายใน

บทสรุปของเนื้อหา

การรับมือกับ โรคผิวหนังที่สุนัขเป็นบ่อย ต้องอาศัยความเข้าใจ สังเกตสัญญาณเตือนอย่างสม่ำเสมอ และได้รับการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำจากสัตวแพทย์ เพราะการรักษาที่ตรงจุดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความทรมานของน้องหมา และป้องกันไม่ให้โรคลุกลามเป็นปัญหาเรื้อรังที่รักษายาก นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว การดูแลสุขอนามัย เสริมเกราะป้องกันผิวหนัง และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว ก็เป็นหัวใจสำคัญในการคืนผิวสุขภาพดีและเส้นขนที่นุ่มสวยงามให้กับลูกรักของคุณครับ


ดูแลสุขภาพผิวและเส้นขนของสุนัขอย่างมืออาชีพกับ Chamai Petcare ให้ทุกวันของลูกรักไร้อาการคัน! Chamai Petcare คัดสรรแชมพูเวชภัณฑ์สูตรอ่อนโยน น้ำมันปลาโอเมก้า 3 เข้มข้น และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหนังสุนัขเกรดพรีเมียม ปลอดภัย ได้มาตรฐาน พร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ สนใจสั่งซื้อสินค้าหรือสอบถามเพิ่มเติม ทักหาทีมงาน Chamai Petcare ได้เลยวันนี้!

[สั่งซื้อหรือติดต่อสอบถามผ่านไลน์ คลิกที่นี่]

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

CHAMAI PETCARE
Website: www.chamaipetcare.com
Line: @chamaipetcare
Facebook: Chamai Petcare

 

กลับสู่หน้าหลัก


บทความที่เกี่ยวข้อง
ไรหูแมว
เคยสังเกตไหมว่าทำไมเจ้าเหมียวถึงชอบเกาหูบ่อยๆ หรือสะบัดหัวอย่างรุนแรง? อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าแมวกำลังเผชิญกับปัญหา "ไรหู" ซึ่งเป็นปรสิตตัวเล็กจิ๋วที่สร้างความรำคาญและเจ็บปวดให้กับแมวได้มากกว่าที่คุณคิด บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าไรหูของแมวคืออะไร มีอาการอย่างไร และควรจัดการกับปัญหานี้อย่างไรให้ถูกวิธี
Logo-Invoice_1.png Chamai Petcare
17 ก.ย. 2025
5 สาเหตุโรคแบคทีเรียผิวหนังสุนัขและแมว พร้อมวิธีรักษา
สัตว์เลี้ยงคันเกาไม่หยุด? เช็ก 5 สาเหตุโรคแบคทีเรียผิวหนังสุนัขและแมว พร้อมอาการที่ต้องระวัง และวิธีรักษาด้วยยา Rilexine และ Marboxa อย่างถูกวิธีที่นี่
Logo-Invoice_1.png Chamai Petcare
21 มิ.ย. 2026
Rowatinex
เมื่อสุนัขและแมวเป็นนิ่ว การดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจึงสำคัญ ไขข้อข้องใจเรื่องการใช้ยา Rowatinex ในสัตว์เลี้ยง พร้อมวิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ อ่านเลย!
Logo-Invoice_1.png Chamai Petcare
22 ก.ค. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy