แชร์

พยาธิปากขอในสุนัข อันตรายไหม สาเหตุ สุนัขซีด และวิธีรักษา

Logo-Invoice_1.png Chamai Petcare
อัพเดทล่าสุด: 11 ก.ย. 2026
27 ผู้เข้าชม
พยาธิปากขอในสุนัข

พยาธิปากขอในสุนัข อันตรายถึงชีวิตหรือไม่? เจาะลึกสาเหตุที่ทำให้สุนัขซีด อ่อนแรง และแนวทางรักษาทางการแพทย์

พยาธิปากขอในสุนัข จัดเป็นหนึ่งในปรสิตทางเดินอาหารที่มีความรุนแรงและอันตรายที่สุดในบรรดาหนอนพยาธิทั้งหมด ปรสิตชนิดนี้เปรียบเสมือน "แวมไพร์ตัวจิ๋ว" ที่ใช้ฟันหรือแผ่นเขี้ยวคมกริบฝังลึกเข้ากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็กเพื่อดูดกินเลือดเป็นอาหารอย่างต่อเนื่อง การติดเชื้อพยาธิปากขอไม่เพียงแต่ทำให้สุนัขสูญเสียโปรตีนและธาตุเหล็กจนเกิดภาวะโลหิตจางรุนแรง แต่ในลูกสุนัขหรือสุนัขที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ การเสียเลือดเฉียบพลันสามารถนำไปสู่ภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วัน การเข้าใจชีววิทยา อาการเตือน กลไกการเกิดโรค และการเลือกใช้ยาถ่ายพยาธิอย่างถูกต้องตามหลักเภสัชวิทยาสัตวแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนในการปกป้องชีวิตสัตว์เลี้ยงและสมาชิกในครอบครัว

 

ทำความรู้จัก "พยาธิปากขอในสุนัข" (Ancylostoma caninum) วงจรชีวิต และกลไกการดูดเลือด

พยาธิปากขอเป็นหนอนตัวกลมขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 1–2 เซนติเมตร ส่วนหัวมีลักษณะโค้งงอคล้ายตะขอ จึงเป็นที่มาของชื่อเรียก โดยชนิดที่สำคัญที่สุดในทางสัตวแพทย์ ได้แก่ Ancylostoma caninum, Ancylostoma braziliense และ Uncinaria stenocephala

สรีรวิทยาของช่องปากและฟันเขี้ยวทำลายผนังลำไส้

  • พยาธิปากขอสายพันธุ์ Ancylostoma caninum มีช่องปากขนาดใหญ่ (Buccal capsule) ที่ประกอบด้วยซี่ฟันแหลมคม 3 คู่ พยาธิจะใช้ฟันเหล่านี้งับและฉีกเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก พร้อมทั้งหลั่งสารต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) ชนิดเปปไทด์ ทำให้เลือดไหลไม่หยุดตลอดเวลาที่พยาธิดูดกิน เมื่อพยาธิย้ายตำแหน่งเพื่อกินอาหารใหม่ แผลเดิมจะยังคงมีเลือดไหลซึมต่อเนื่อง ส่งผลให้สุนัขสูญเสียเลือดในระบบทางเดินอาหารตลอดเวลา

วงจรชีวิตและการสูญเสียเลือดในร่างกาย

  • พยาธิปากขอตัวเต็มวัยเพศเมีย 1 ตัว สามารถดูดกินเลือดของสุนัขได้มากถึง 0.05–0.1 มิลลิลิตรต่อวัน หากสุนัขติดพยาธิเพียง 100 ตัว ร่างกายจะต้องสูญเสียเลือดสูงถึง 5–10 มิลลิลิตรในแต่ละวัน ซึ่งถือเป็นปริมาณมหาศาลสำหรับลูกสุนัขแรกเกิด นอกจากนี้ ตัวเมียสามารถวางไข่ได้มากถึง 20,000 ฟองต่อวัน ไข่จะถูกขับออกมากับอุจจาระและฟักเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ (L3) ภายในสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสมภายใน 2–8 วัน

 

ทำไมพยาธิปากขอถึงทำให้สุนัขซีด อ่อนแรง และอุจจาระเป็นสีดำคล้ำ?

อาการทางคลินิกของการติดเชื้อพยาธิปากขอมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปริมาณการสูญเสียเม็ดเลือดแดงและโปรตีนในกระแสเลือด

กลไกการเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Microcytic Hypochromic Anemia)

  • การสูญเสียเลือดอย่างเรื้อรังทำให้ระดับฮีโมโกลบินและธาตุเหล็กในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดงขึ้นมาทดแทนได้ทัน นำไปสู่ภาวะโลหิตจางรุนแรง สุนัขจะแสดงอาการสุนัขเหงือกซีดขาว ไร้สีเลือด ลิ้นและเยื่อบุตาซีด อุณหภูมิร่างกายลดลง หายใจหอบถี่ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และมีอาการอ่อนแรง เดินเซ หรือหมดสติเมื่อออกแรงเพียงเล็กน้อย

ภาวะเลือดออกในลำไส้และอุจจาระดำคล้ำ (Melena)

  • เลือดที่ไหลซึมออกมาจากแผลที่ผนังลำไส้เล็กจะถูกเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหารย่อยสลาย ทำให้ฮีโมโกลบินเปลี่ยนสภาพกลายเป็นฮีมาติน ส่งผลให้อุจจาระของสุนัขเปลี่ยนเป็นสีดำเข้ม เหนียวคล้ายยางมะตอย (Melena) หรือมีมูกเลือดสดปนออกมา มีกลิ่นคาวเลือดเน่ารุนแรง และตามมาด้วยภาวะโปรตีนในเลือดต่ำ (Hypoproteinemia) จนเกิดอาการบวมน้ำใต้คางและช่องท้อง

 

ช่องทางการติดต่อของพยาธิปากขอ และกลุ่มสุนัขที่มีความเสี่ยงสูงสุด

พยาธิปากขอมีกลไกการแพร่ระบาดที่ซับซ้อนและมีช่องทางการเข้าสู่ร่างกายของสุนัขได้หลายรูปแบบ

การไชผ่านผิวหนังและการกินตัวอ่อนระยะติดต่อ

  • การไชผ่านผิวหนัง (Percutaneous Route): ตัวอ่อนระยะ L3 ในดินเปียกชื้นหรือกรงขังสามารถชอนไชเข้าสู่ผิวหนังบริเวณอุ้งเท้าและหน้าท้องของสุนัขโดยตรง ก่อให้เกิดอาการคัน ผิวหนังอักเสบแดง (Pododermatitis) ก่อนที่ตัวอ่อนจะแทรกซึมเข้าสู่หลอดเลือด เดินทางผ่านปอด หลอดลม แล้วถูกกลืนลงสู่ลำไส้เล็ก
  • การกินไข่หรือตัวอ่อน (Oral Ingestion): สุนัขเลียอุ้งเท้า กินน้ำ หรือกินอาหารที่ปนเปื้อนดินที่มีตัวอ่อนพยาธิ
  • การกินโฮสต์กักตุน (Paratenic Host): การจับกินสัตว์ขนาดเล็ก เช่น หนู นก หรือแมลงสาบ ที่มีตัวอ่อนพยาธิฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อ

ภัยเงียบจากแม่สู่ลูกผ่านทางน้ำนม (Transmammary Transmission)

  • ในแม่สุนัขที่เคยติดเชื้อ ตัวอ่อนพยาธิบางส่วนจะเข้าสู่ระยะแฝงตัว (Hypobiosis) สงบนิ่งอยู่ในกล้ามเนื้อ เมื่อแม่สุนัขตั้งท้องและคลอดลูก การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจะกระตุ้นให้ตัวอ่อนตื่นตัวและเคลื่อนตัวเข้าสู่ต่อมน้ำนม ทำให้ลูกสุนัขแรกเกิดได้รับตัวอ่อนพยาธิปากขอผ่านการดูดน้ำนมแม่ตั้งแต่วันแรกๆ ส่งผลให้ลูกสุนัขอายุเพียง 2–3 สัปดาห์เกิดภาวะโลหิตจางเฉียบพลันและเสียชีวิตอย่างกะทันหันก่อนที่จะตรวจพบไข่พยาธิในอุจจาระ

 

เภสัชวิทยาและตัวยาสำคัญในการกำจัดพยาธิปากขอในสุนัข

การรักษาพยาธิปากขออย่างได้ผล จำเป็นต้องเลือกใช้ยาต้านปรสิตที่มีกลไกออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อของพยาธิ

กลุ่มยาถ่ายพยาธิในทางเดินอาหาร (Broad-Spectrum Anthelmintics)

  • Pyrantel Pamoate: ออกฤทธิ์เป็น Depolarizing Neuromuscular Blocker โดยเข้าไปจับกับตัวรับ Nicotinic Acetylcholine Receptor (nAChR) ของพยาธิ ทำให้กล้ามเนื้อพยาธิหดเกร็งอย่างรุนแรงและเป็นอัมพาต (Spastic Paralysis) พยาธิจะหลุดออกจากผนังลำไส้และถูกขับถ่ายออกมา ตัวยานี้มีความปลอดภัยสูงมากเนื่องจากดูดซึมผ่านทางเดินอาหารน้อย จึงเหมาะเป็นยาทางเลือกแรกในลูกสุนัข
  • Fenbendazole: ยาในกลุ่ม Benzimidazoles ออกฤทธิ์จับกับโปรตีน $beta$-tubulin ของพยาธิ ยับยั้งการสร้าง Microtubules ทำให้กระบวนการลำเลียงสารอาหารและกลูโคสล้มเหลว ส่งผลให้พยาธิตายจากการขาดพลังงาน ขนาดยามาตรฐานคือ 50 mg/kg กินวันละครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน
  • Febantel (ยาสูตรผสม): สารตั้งต้นที่ถูกเปลี่ยนเป็น Fenbendazole ในร่างกาย นิยมใช้ร่วมกับ Pyrantel และ Praziquantel (เช่น Drontal Plus®) เพื่อเสริมฤทธิ์การกำจัดพยาธิได้อย่างครอบคลุม

กลุ่มยา Macrocyclic Lactones สำหรับการป้องกันและควบคุม

  • Milbemycin Oxime และ Moxidectin: ออกฤทธิ์จับกับช่อง Glutamate-gated Chloride Channels ในระบบประสาทของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ทำให้ไอออนคลอไรด์ไหลเข้าสู่เซลล์ เกิดภาวะ Hyperpolarization และทำให้พยาธิเป็นอัมพาต นิยมใช้ในโปรแกรมป้องกันรายเดือนทั้งในรูปแบบเม็ดเคี้ยวและยาหยดหลัง ซึ่งสามารถควบคุมทั้งพยาธิปากขอ พยาธิหนอนหัวใจ และพยาธิตัวกลมชนิดอื่นไปพร้อมกัน

 

พยาธิปากขอ สุนัขสู่คน (Zoonosis) และการจัดการสุขอนามัยสิ่งแวดล้อม

พยาธิปากขอในสุนัขไม่ได้เป็นเพียงอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่ยังจัดเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่สำคัญในระบบสาธารณสุข

โรคพยาธิชอนไชผิวหนังในมนุษย์ (Cutaneous Larva Migrans - CLM)

  • เมื่อคนเดินเท้าเปล่า นั่ง หรือนอนบนพื้นดิน ทราย หรือสนามหญ้าที่มีการปนเปื้อนอุจจาระสุนัข ตัวอ่อนพยาธิปากขอระยะ L3 สามารถไชทะลุผ่านผิวหนังของมนุษย์ได้โดยตรง เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่โฮสต์จำเพาะ ตัวอ่อนจึงไม่สามารถเจริญเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้ได้ แต่จะชอนไชคดเคี้ยวอยู่ใต้ชั้นผิวหนังกำพร้า ก่อให้เกิดผื่นแดงเส้นนูน คันทรมานอย่างรุนแรง เรียกว่า "โรคผื่นคันชอนไช" (Creeping Eruption หรือ Sand Worms)

สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมและการเก็บรักษาเวชภัณฑ์

  • เก็บอุจจาระสุนัขทันที: ไม่ปล่อยให้อุจจาระตกค้างบนพื้นดินเกิน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่พยาธิฟักเป็นตัวอ่อนระยะติดต่อ
  • การทำความสะอาดพื้นผิว: เทพื้นคอนกรีตหรือทำความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือโรยปูนขาวในพื้นที่ดินที่มีการปนเปื้อน
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: สวมรองเท้าทุกครั้งเมื่อเดินบนดินหรือทราย และล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หลังจากสัมผัสสุนัข
  • การเก็บรักษายา: เก็บยาถ่ายพยาธิไว้ในบรรจุภัณฑ์มิดชิด ป้องกันแสงแดด ความชื้น และเก็บที่อุณหภูมิห้องต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

 

(FAQ) คำถามที่พบบ่อย

Q: พยาธิปากขอในสุนัข สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าในอุจจาระได้หรือไม่?
A: มองเห็นได้ยากมาก เนื่องจากตัวเต็มวัยมีขนาดเล็กเพียง 1–2 เซนติเมตรและบางมาก อีกทั้งตัวพยาธิมักจะเกาะติดแน่นกับผนังลำไส้ การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำจึงต้องใช้วิธีนำอุจจาระไปตรวจหาไข่พยาธิใต้กล้องจุลทรรศน์ (Fecal Flotation) โดยสัตวแพทย์

Q: ลูกสุนัขอายุกี่สัปดาห์ถึงควรเริ่มถ่ายพยาธิปากขอ?
A: ควรเริ่มโปรแกรมถ่ายพยาธิตั้งแต่อายุ 2 สัปดาห์ และให้ซ้ำทุกๆ 2 สัปดาห์ ที่อายุ 4, 6 และ 8 สัปดาห์ จากนั้นให้ทุก 1 เดือนจนครบอายุ 6 เดือน เนื่องจากลูกสุนัขมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับตัวอ่อนผ่านทางน้ำนมแม่

Q: สุนัขมีอาการเหงือกซีด ถ่ายดำ ป้อนยาถ่ายพยาธิเองที่บ้านได้ทันทีหรือไม่?
A: ไม่แนะนำให้ซื้อยามาป้อนเองเด็ดขาด สุนัขที่มีอาการเหงือกซีดและถ่ายดำจัดเป็นภาวะวิกฤตจากโลหิตจางรุนแรง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลสัตว์ทันที เพราะสุนัขอาจต้องการการถ่ายเลือดฉุกเฉินและการประเมินความดันโลหิตก่อนการให้ยา

Q: หากคนติดพยาธิปากขอจากสุนัข มีวิธีรักษาอย่างไร?
A: หากเกิดผื่นคันชอนไชใต้ผิวหนัง (CLM) ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนัง ซึ่งมักจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านปรสิต เช่น Albendazole หรือ Ivermectin ชนิดรับประทาน หรือยาทาเฉพาะที่ เพื่อทำลายตัวอ่อนใต้ผิวหนัง

 

สรุป

พยาธิปากขอในสุนัขเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง ด้วยกลไกการดูดเลือดและการทำลายผนังลำไส้ที่ส่งผลให้สุนัขเกิดภาวะโลหิตจาง เหงือกซีด ถ่ายอุจจาระดำ และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในลูกสุนัขตัวเล็กๆ การป้องกันเชิงรุกด้วยการถ่ายพยาธิตามโปรแกรมสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ การใช้ยาป้องกันปรสิตรายเดือน และการรักษาสุขอนามัยของสิ่งแวดล้อม ถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด ทั้งนี้ หากพบว่าสุนัขมีอาการซึม ซีด หรือขับถ่ายผิดปกติ ควรรีบนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง ปลอดภัย และทันท่วงทีที่สุด

 

[สั่งซื้อหรือติดต่อสอบถามผ่านไลน์ คลิกที่นี่]

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

CHAMAI PETCARE
Website: www.chamaipetcare.com
Line: @chamaipetcare
Facebook: Chamai Petcare


บทความที่เกี่ยวข้อง
ไรหูแมว
ไรหูแมวคืออะไร? หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้ แต่ไม่เคยเห็นอยู่ในหูแมว ไรหูคือปรสิตตัวร้ายสำหรับแมวขนาดเล็ก อาศัยปะปนสาเหตุที่ทำให้เกิดขี้หูนั้นเอง!
Logo-Invoice_1.png Chamai Petcare
10 ม.ค. 2025
โรคภูมิแพ้ผิวหนังในสุนัข
โรคภูมิแพ้ผิวหนังในสุนัข ปัญหากวนใจทำให้น้องหมาคันเรื้อรัง ไขสาเหตุ Atopic Dermatitis และแพ้อาหาร พร้อมวิธีดูแลรักษาอย่างถูกวิธี อ่านเลยที่นี้
Logo-Invoice_1.png Chamai Petcare
10 ส.ค. 2026
โรคผิวหนังสุนัข
เชื้อรา และ ยีสต์ ในสุนัขนั้นเป็นโรคผิวหนังในสุนัขที่ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่มองข้ามและไม่รู้วิธีการรับมือ ป้องกันและรักษา เป็นโรคที่มักพบบ่อยในสุนัข มักเกิดขึ้นได้ง่ายกับสุนัขที่มีขนสั้น มักเกิดได้ง่ายหากเลี้ยงสุนัขอยู่ในที่ชื้น และขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของสุนัขด้วย!
Logo-Invoice_1.png Chamai Petcare
13 ธ.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy